MDRTที่ปรึกษาการเงินและประกันคุณพิชญานันท์ โฟแมน

ตัวแทนที่ได้รับอนุญาตจาก คปภ.

บัตรใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิต

บัตรใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิต คุณพิชญานันท์ โฟแมน เลขที่ 6701043257
ตรวจสอบสถานะใบอนุญาตที่เว็บไซต์ สำนักงาน คปภ.คัดลอกเลขใบอนุญาตให้อัตโนมัติ
คัดลอกเลขใบอนุญาตแล้ว — นำไปวางในช่องค้นหาของ คปภ. ได้เลย
เปรียบเทียบประกันสุขภาพเหมาจ่ายและประกันโรคร้ายแรง

ประกันสุขภาพเหมาจ่าย vs ประกันโรคร้ายแรง เจอ จ่าย จบ: ทำไมควรมีควบคู่กัน?

ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญ ประกันสุขภาพจ่ายค่าบิลโรงพยาบาล แต่โรคร้ายแรงต้องการ 'เงินสดก้อนใหญ่' ไว้ฟื้นฟูร่างกายและชดเชยรายได้

ประกันโรคร้ายแรงอ่านประมาณ 1 นาทีโดย คุณพิชญานันท์ โฟแมน

หลายคนที่ทำประกันสุขภาพเหมาจ่ายวงเงิน 5 ล้าน หรือ 10 ล้านบาท มักเข้าใจว่าตนเองมีความคุ้มครองครอบคลุมทุกอย่างแล้ว เมื่อที่ปรึกษาแนะนำให้ทำ “ประกันโรคร้ายแรง (Critical Illness)” เพิ่มเติม จึงมักเกิดคำถามว่า “ในเมื่อประกันสุขภาพเหมาจ่ายก็ครอบคลุมค่ารักษามะเร็งและเคมีบำบัดอยู่แล้ว ทำไมยังต้องทำประกันโรคร้ายแรงอีก?”

คำตอบอยู่ที่ “ธรรมชาติของความเสียหายทางการเงิน” ที่เกิดขึ้นเมื่อตรวจพบโรคร้ายแรง ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่บิลค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเท่านั้น


ความแตกต่างหลัก 2 ประการ

1. ปลายทางของเงินสินไหม (Destination of Money)

  • ประกันสุขภาพเหมาจ่าย: เงินสินไหมจะจ่ายตรงไปยัง โรงพยาบาล เพื่อชำระค่าห้อง ค่ายา ค่าแล็บ ค่าผ่าตัด ตามบิลที่เกิดขึ้นจริง ผู้เอาประกันไม่ได้รับเงินสดเข้าบัญชีตนเอง
  • ประกันโรคร้ายแรง (Lump Sum): เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงตามเงื่อนไข (เช่น มะเร็งระยะลุกลาม, หลอดเลือดสมองแตก/ตีบ, หัวใจวายเฉียบพลัน) บริษัทประกันจะโอน “เงินสดก้อนใหญ่” (เช่น 1,000,000 - 5,000,000 บาท) เข้าบัญชีของคุณโดยตรงในทันที

2. ค่าใช้จ่ายแฝงนอกโรงพยาบาล (Hidden Non-Medical Costs)

เมื่อป่วยเป็นโรคร้ายแรง ค่าใช้จ่ายที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่ค่าหมอ แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลไม่ได้ออกบิลให้:

  1. การขาดรายได้จากการหยุดงาน: ผู้ป่วยมะเร็งอาจต้องหยุดงาน 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อทำเคมีบำบัดหรือพักฟื้น ในช่วงที่ไม่มีรายได้ ภาระค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่านมลูก และค่าใช้จ่ายครอบครัวยังคงเดินหน้าทุกเดือน
  2. ค่ายานอกบัญชีและการรักษาทางเลือก: การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) หรือ Targeted Therapy บางประเภท อาจมีส่วนเกินที่ต้องสำรองจ่าย
  3. ค่าจ้างผู้ดูแลและการปรับสภาพบ้าน: การจ้างพยาบาลพิเศษดูแลที่บ้าน ค่าเตียงปรับระดับ รถเข็น หรืออาหารเสริมทางการแพทย์

กฎทองในการคำนวณวงเงินโรคร้ายแรง

คุณพิชญานันท์ โฟแมน แนะนำหลักเกณฑ์ง่ายๆ ในการคำนวณวงเงินคุ้มครองโรคร้ายแรงที่เหมาะสม:

$$\text{วงเงินโรคร้ายแรงที่ควรมี} = (\text{ค่าใช้จ่ายครอบครัวต่อเดือน} \times 24 \text{ เดือน}) + \text{เงินสำรองค่าใช้จ่ายนอกโรงพยาบาล } 500,000 \text{ บาท}$$

ตัวอย่าง: หากครอบครัวของคุณมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 40,000 บาท การหยุดพักรักษาตัว 2 ปี (24 เดือน) ต้องใช้เงิน 960,000 บาท เมื่อรวมเงินสำรองค่าใช้จ่ายนอกโรงพยาบาล 500,000 บาท วงเงินประกันโรคร้ายแรงที่ควรทำไว้คือประมาณ 1,500,000 บาท


สรุป: ทำงานเสริมกันอย่างสมบูรณ์แบบ

  • ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ทำหน้าที่เป็น “เกราะป้องกันบิลค่ารักษาพยาบาล” เพื่อไม่ให้เงินเก็บในบัญชีต้องหมดไปกับโรงพยาบาล
  • ประกันโรคร้ายแรง ทำหน้าที่เป็น “ถุงยังชีพทางการเงิน” เพื่อให้คุณและครอบครัวมีสภาพคล่องในการดำรงชีวิตและรักษาตัวอย่างสบายใจ ไม่เป็นภาระของคนที่คุณรัก